วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

Empty Room - Translated


Chapter 1 : The ray that reflected on the earth's surface



You were always there, since I first woke up from the deepest dream.


As time went by, and the world had become more cruel, I was taught to live in this busiest, strangest place


and how to negotiate to survive.


(I want to live)


***


I don't really like to speak. Nothing in this world can really be described in words.


If I never knew what blue is, then the blue sky would mean nothing


What to be said?


(Now you know)


***



Chapter 2 : Metropolis



In the midst of all the noises,


your voice was clearest.


But you were never there, never looked me in the eye


as if my entity was the air


I had tried so many times


I might have reckoned that I know what you mean


while all I heard was the sound of the wind


I have tried too many times


At the end, the only place I could go was in between the noises and the chatters


(And your words slowly faded)


***



Chapter 3 : The forgotten prayer



I have been walking in circle, day by day


By everyone, it was called despair


But when I saw your reflection through the glass


There was no such thing as desperation


(At least I still knew you)


***



Chapter 4 : You and Me - I



The current wouldn't stop rushing


I looked for something to hold on to


Even the closest driftwood seemed so far away


***


The grey smoke curled up and disappeared while it climbed higher the sky


Lured, and made believe that I could forget everything


But when I was cold and forsaken


I saw you gazed down from the night sky


***



Chapter 5 : You and Me - II



I had no more strength to go on


We are all too fragile


So I let myself go, into the abyss of the blackest sea


Along with me, I let the memories of you go









In the last split second


I realized


that I needed you more than anything


***


วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

พายุ

Tell me,

what is wrong, and what is right?

เพราะว่าฉันยินดีที่จะก้าวเข้าไป

 ในใจกลางพายุนั้น

 ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าตัวฉัน

 จะถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ

 .......

(even if it would tear me up into pieces)

(it was my desire)

(to walk into the eye of the storm)

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

Do you see what I see?

Do you see what I see?
Do you hear what I hear?
Do you feel what I feel?


----------------------------


ตลอดเวลาที่รับรู้การกระทำและความคิดทุกอย่างของตัวเอง
แต่ไม่ค่อยเข้าใจ เหมือนกำลังมองดูคนอีกคนหนึ่งที่ห่างไกล

ในหลายครั้งรู้ว่าผลลัพธ์คงไม่ลงเอยด้วยดี แต่ก็ยังคงรอดู
และขณะเดียวกันนั้นก็เตรียมรับความเจ็บปวดที่ตามมา

วันและคืนมีแต่ความทุกข์ทรมานที่คอยทิ่มแทง
ความโศกเศร้าที่บีบคั้นหัวใจ
จนไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้
แต่ความรู้สึกเหล่านั้น กลับทำให้ตัวของฉันมีชีวิตที่แท้จริงเกิดขึ้นมา

-----------

กิ่งแห่งความมืดมนเบ่งบาน กลายเป็นดอกไม้งาม


* * *


วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

135

I used to think I was perfectly fine.
But now I'm not quite sure about that,
Or about anything.

I am too distracted to pay attention to life.

Sometimes I can't even stand being me.
And keep questioning about my existence.
All I ever wanted was something that is now forgotten.

I have nothing to lose because I have lost every single thing.
And no longer want to stay.

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Empty Room

Empty Room

ห้องที่ว่างเปล่า



Chapter 1 : แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมากระทบผิวโลกช่างงดงาม



ตั้งแต่ลืมตาตื่นจากความฝันครั้งแรก ฉันก็เห็นเธออยู่ข้างๆ

ทว่า ขณะที่เติบโต ฉันกลับถูกสอนให้ใช้ชีวิตในมหานครอันแสนวุ่นวาย

เพื่อต่อรองกับผู้อื่นในการร้องขอโอกาสที่จะมีชีวิตรอด

ฉันอยากมีชีวิตอยู่

***

ฉันไม่ชอบพูดเลย ไม่มีสิ่งใดในโลกที่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้หรอก

หลายคนอาจกล่าวว่าฉันคิดผิด ไม่ มันคือความจริง

หากมีคนพูดว่า ท้องฟ้าสีฟ้า แต่ฉันไม่รู้จักสีฟ้า

ฉันจะไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าท้องฟ้าสีฟ้าคืออะไร

จะอธิบายอย่างไรเล่า?

ทีนี้ เข้าใจหรือยังที่ฉันบอกว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

***



Chapter 2 : Metropolis



ท่ามกลางเสียงอึกทึกของเครื่องจักรและผู้คน

ฉันได้ยินเสียงเธอชัดที่สุด

แต่เธอไม่เคยอยูที่นั่น ไม่เคยมองตาฉัน

กระทั่งไร้ซึ่งความต้องการที่จะสื่อสารกับฉัน

ฉันพยายามทำเข้าถึงคำพูดของเธอ

บางคราแจ่มแจ้ง บางคราไร้ใจความ

ฉันอาจอนุมานไปเองว่าฉันเข้าใจ

ทั้งที่ตัวฉันไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าเสียงสายลม

พยายาม พยายามจนเหนื่อย

มันบีบบังคับให้ฉันกลับไปหาเสียงจอแจของฝูงชน

ถ้อยคำของเธอจึงแผ่วลงเรื่อยๆ

***



Chapter 3 : คำภาวนาที่ถูกลืม



อยู่ไปวันๆ กับการใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย

เคยคิดอยู่ว่า นี่คือความสิ้นหวังหรือเปล่านะ?

ฉันเดินผ่านร้านค้า เห็นเงาของเธอสะท้อนในกระจก

ไม่ใช่..ไม่มีคำว่าสิ้นหวังหรอก

อย่างไรเสีย ฉันก็ยังจำเธอได้

***



Chapter 4 : เพราะนี่คือเรื่องระหว่างเธอกับฉัน I



กระแสน้ำเชี่ยวกราก ทั้งรุนแรงและบ้าคลั่ง

หากไม่หาที่ยึดจับดีๆ ละก็

จะถูกน้ำพัดไกลออกไปเรื่อยๆ

ทว่าฉันเองยังไม่สามารถคว้าสิ่งใดไว้ได้

แม้สิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ยังห่างไกลจนน่าเหนื่อยใจ

**

ฉันนั่งมองกลุ่มควันสีเทาลอยสูงขึ้นไปบนฟ้า

ม้วนตัวอยู่หลายตลบ และค่อยๆ จางหายไป

ล่อลวงให้เคลิบเคลิม ลืมความเจ็บปวดที่เคยพานพบ

ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง

แต่ในบางเวลา ที่ฉันหนาวเหน็บเดียวดาย

ฉันเห็นเธอมองลงมาจากฟากฟ้าราตรี

***



Chapter 5 : เพราะนี่คือเรื่องระหว่างเธอกับฉัน II



เหนื่อยกับการว่ายทวนกระแสน้ำเสียแล้ว

มนุษย์นี่ช่างบอบบางเหลือเกิน

ในที่สุด ฉันจึงปล่อนใจให้จมลงสู่หุบเหวแห่งทะเลมืดมิด

ภาพเธอจางลงเรื่อยๆ เมื่อดำดิ่งลึกลงไป

ทั้งในสายตาและความทรงจำ

เสี้ยววินาทีนั้น ความเดียวดายอันเป็นนิรันดร์

ได้ทิ่มแทงยังขั้วหัวใจ

***

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

CG ช่วงนี้

หลังจากสิ้นสุดโปรเจ็คเราก็หันหลังให้เมาส์ปากกามาระยะหนึ่ง อันที่จริงบางครั้งก็สามารถบิลท์อารมณ์อยากจะวาดขึ้นมาได้บ้าง แต่ด้วยความกากที่สั่งสมมาตั้งแต่เรียนจบก็ทำให้เรากลับไปนอนเกาพุงดูทีวีต่อซะงั้น

ช่วงหลังๆ เริ่มรู้สึกกากเกินไป ไหนๆ ก็อยู่ว่างๆ รอสอบโทเฟล ลองกลับมาวาดรูปเผื่อได้แรงกระตุ้นในการทำพอร์ตเพิ่มเติม

....แต่เนื่องจากกากมานาน ตอนนี้จึงยังได้แค่นี้อยู่



อีกรูป ยังวาดไม่เสร็จด้วย



แค่นี้แล

สงสัยต้องหาเรื่องออกทริปค้นหา inspiration ในการทำงาน


......


แต่มันเป็นข้ออ้างเท่านั้นเอง

ที่จริงแล้ว แค่เลิกกากก็พอ

เลิกกาก!



ป.ล. บทความสั้นกุดนี้มีคำว่ากากทั้งสิ้น 6 คำ ช่างสิ้นเปลืองจริงๆ